5 Report ที่ส่งผลกระทบต่อ U.S. Dollar

โดยพื้นฐานแล้ว การจะเริ่มเทรด Forex นั้นจำเป็นต้องเรียนรู้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อค่าเงินที่เราจะเทรดเสียก่อน ซึ่งค่าเงินที่มีจำนวนคนเทรดมากเป็นอันดับต้นๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็น U.S.Dollar หรือ USD นั่นเอง สำหรับวันนี้เราจะมานำเสนอ 5 Report ที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงิน U.S.Dollar ค่อนข้างสูง และควรติดตามอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้

1) ดุลการค้า (Trade Balance)

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่าดุลการค้ามาจนเบื่อแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อค่าเงินอย่างมาก U.S.Dollar ก็เช่นกัน โดยรายงานดุลการค้านั้นถูกจัดทำโดย BEA (The Bureau of Economic Analysis ) และ สำนักสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา (The U.S. Census Beareau) ซึ่งหลักๆแล้วรายงานนี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงการนำเข้าและส่งออกซึ่งส่งผลต่อบัญชีดุลการค้า หากมีการนำเข้ามากกว่าส่งออก จะเรียกว่า การขาดดุล (trade deficit) และหากตรงข้ามกัน จะเรียกว่า เกินดุล (trade surplus)
สำหรับสหรัฐอเมริกานั้น หากเกิดการขาดดุลต้องถือว่าเป็นข่าวร้ายเลยทีเดียวเนื่องจากประเทศ
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจ หากเกิดการขาดดุลนั่นหมายถึงความต้องการสินค้าของประเทศอเมริกานั้นมีน้อยลงนั่นเอง และทำให้แหล่งเงินทุนสำคัญจากหลายประเทศลดลง ทางประเทศสหรัฐอเมริกาจึงให้ความสำคัญกับการเกินดุลทางการค้ามากกว่านั่นเอง สำหรับรายงานดุลการค้านั้นจะปล่อยออกมาหลังจากสิ้นเดือน 6 สัปดาห์ (มักจะอยู่ประมาณวันที่ 15 ของสองเดือนถัดไป) โดยจะประกาศ  เวลา 08.30 น.

2) ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payroll)

สำหรับตัวเลขการจ้างงานนั้นถูกจัดทำโดย BLS (The U.S. Department of Labor Bureau of Labor Statistics) โดยตัวเลขนี้เป็นการติดตามจำนวนการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยไม่นับรวมภาคการเกษตร ซึ่งหากตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น แปลว่ามีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้น และอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นทำให้ความต้องการค่าเงิน U.S. Dollar เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง สำหรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรนี้จะรายงานในวันศุกร์ หลังจากสิ้นสุดเดือนนั้นๆ ในเวลา 08.30 น.

3) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP)

สำหรับ GDP นั้นจะบ่งบอกถึงมูลค่ารวมของสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นทั้งหมดในประเทศ เช่นเดียวกับตัวเลขจ้างงานภาคการเกษตร หากตัวเลขดังกล่าวนี้เติบโตขึ้น แปลว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีการเติบโตมากขึ้นนั่นเอง การที่ GDP สูงขึ้น นั่นหมายถึงอัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น และความต้องการ U.S. Dollar ก็จะสูงขึ้นเช่นกัน โดย GDP นั้นจะถูกรายงาน ณ วันสุดท้ายของทุกไตรมาส เวลา 08.30 น.

4) ยอดค้าปลีก (Retail Sales)

คล้ายกันกับ GDP ยอดค้าปลีกนั้นบ่งบอกถึงยอดขายสินค้าปลีกในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหากมียอดค้าปลีกที่สูงติดต่อกัน นั่นหมายถึงเศรษฐกิจของประเทศนั้นแข็งแกร่งและทำให้ความต้องการค่าเงินประเทศนั้นๆสูงขึ้นนั่นเอง โดยรายงานยอดค้าปลีก จะถูกรายงานในวันที่ 13 ในเวลา 08.30 น. และรายงานครอบคลุมของเดือนก่อนหน้านี้ด้วย

5) ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production)

ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้นจะขึ้นอยุ่กับปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ไฟฟ้า หรือจะเป็นวารสาร หนังสือพิมพ์ซึ่งมีผู้ผลิตเป็นจำนวนมาก ข้อมูลตัวเลขอุตสาหกรรมนี้มักจะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจและจะมีการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกับเศรษฐกิจ ณ เวลานั้นๆ ดังนั้น ตัวเลขที่แข็งแกร่ง จะสะท้อนสัญญาณขาขึ้นของ U.S. Dollar นั่นเอง
สำหรับตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะถูกประกาศโดย The Federal Reserve Board ในวันที่ 16 ของทุกเดือนๆ เวลา 09.15 น. และรายงานครอบคลุมของเดือนก่อนหน้านี้ด้วย